-
แก้ปัญหาอวิชชานั้นทำอย่างไร
|
|
-
ต่อไปนี้เป็นธัมมะให้พิจารณาแก้ปัญหาอวิชชา คือความมืดให้สว่าง
การพิจารณาในเหตุให้เกิดผลมิใช่ตัณหานะท่าน ดูก่อนผู้ปฏิบัติทั้งหลายนักบวชชาย-หญิง เธออย่าไปนึกคิดในสิ่งประกอบทุกข์ในหมู่เธอทั้งหลาย
พยายามนึกคิดในทางเพื่อจะละจากทุกข์นั้น
ๆ
แต่บัดนี้ไปถึงท้ายที่สุด
ให้เธอนึกคิดเป็นผู้ออกปราศจากกามที่มีอยู่ในตน และผู้อื่นนั้นเสียให้สิ้นสุดไปให้จงได้ ความนึกคิดนี้เปรียบได้เหมือนไฟ
อาจนึกคิดเผาผลาญตนเองและผู้อื่น
ให้พินาศไปทั้งโลกจักรวาลนี้
ก็เพราะกามเป็นมูลเป็นเหตุให้เกิด
เพราะความนึกคิดและปิดปัญญาเธออยู่
ถึงไม่รู้เหตุผลของกามไปได้ว่าอะไรเป็นอะไรหารู้เท่าทันได้ไม่
กามเป็นเหตุแห่งทุกข์ของโลก
ให้นึกคิดละออกจากกามตัณหาสามโลกธรรมแปดประการนั้นเสียเถิด
จะเกิดผลสุขแก่ตนและผู้อื่นด้วยความนึกคิดนั้นเอง
ฯ
|
|
-
ดูก่อนท่านทั้งหลายกามนี้เป็นของคฤหัสถ์ผู้มีลูกมีหลาน
ผู้มีสามีภรรยาอยู่เป็นผู้ประกอบทุกข์
ท่านก็ต้องเป็นผู้ยินดีในกามนั้น
ๆ
เธอก็พูดไปหรือนึกคิดไปตามกามนั้น
ๆ
ท่านนักบวชชาย-หญิงให้รู้ด้วย
เพราะว่ากามนี้มิใช่เป็นของนักบวชผู้ปฏิบัติแต่อย่างใด
เธออย่าไปถือว่าเป็นญาติเป็นมิตรเป็นสหายของท่าน ให้ท่านว่ากามนี้มิใช่ของนักบวชแต่อย่างใด
เธอไม่สมควรเข้าไปคลุกคลีในหมู่เสพกามทั้งหลายเหล่านั้น
ให้ท่านรู้
ให้ท่านจำกันไว้บ้าง
ว่าอะไรเป็นอะไร
แม้แต่ธาตุสังขารกายเวทนาเราท่านที่อาศัยอยู่นี้ก็เป็นกาม
ถึงได้มีความเจ็บไข้ได้ป่วยกันอยู่ทุก
ๆ
วันนี้ว่าเป็นอย่างไร
ให้เห็นทุกข์ในกามเหล่านี้ด้วย
เราอย่าไปถือเราอย่าไปหลงเชื่อคำพูดของผู้หลงเสพกามอยู่
ผู้สะสมอยู่ผู้มีความกำหนัดอยู่
อย่าไปถือว่าท่านผู้นั้นท่านผู้นี้เป็นญาติเป็นมิตรของเรา
ว่าเป็นที่พึ่งอาศัยของเราในผู้เสพกามอยู่ กามคือกรรมเวรอันเป็นเหตุแห่งทุกข์นั่นเอง
เราอย่าไปเชื่อถือผู้หลงเสพกามอยู่
เพราะผู้หลงแล้วเขาจะพูดจะเกลี้ยกล่อม
ให้ท่านหลงไปเสพกามกับเขาด้วย
นักบวชชาย-หญิงให้รู้ในธรรมเหล่านี้ด้วย
ว่าเป็นไฉนว่ามันเป็นสุขให้รู้ซึ้งด้วยหมู่เรา
ท่านเป็นหงส์แล้วอย่าให้มันเปลี่ยนไปหากา
อย่าไปถือวาสนาชะตากรรมมันไม่ถูก
เราเป็นลูกพระพุทธ
พระธรรม พระอริยสงฆ์แล้วให้เรามีความนึกคิด
เพื่อจะออกจากกามความกำหนัดนั้น
ๆ
ให้ห่างไกลให้สิ้นสุดออกพ้นจากกามให้จงได้
ถ้าออกไปไม่ได้
ให้สังขารตายไปเสียดีกว่าอยู่
ถ้าเราอยู่ก็จะเป็นข้าทาสแห่งกามตัณหาสามโลกธรรมแปดประการอยู่เสมอ
ๆ
ไปร้อยกัปพันกัป
ทุกข์จนร้องไห้ไม่มีวาย
ตาย ๆ
เกิด ๆ
น้ำตาของเราท่านมากกว่าแม่น้ำมหาสมุทรอยู่แล้วทุก
ๆ
วันนี้
นักบวชชาย-หญิงให้ท่านจงนึกคิดดูกันบ้าง
มันถึงจะรู้จริงหรือไม่
แต่สิ่งอื่น
ๆ
หมู่ท่านก็ยังนึกรู้ยังคิดรู้ไม่ใช่หรือ
ธัมมะธัมโมบาลีไวยกรณ์ภาษาต่าง
ๆ
ท่านก็ยังรู้กันได้ไม่ใช่หรือ
แล้วตัวของท่านเองทำไมไม่รู้กันเล่า
เราท่านมาปฏิสนธิร่างเกิดของมนุษย์ชาย-หญิงอยู่แล้ว
ก็นึกคิดให้มันรู้กันบ้างอะไรเป็นอะไร
อย่ากลายเป็นผู้โง่เกินไป
ให้ยอมตนเป็นผู้ฉลาดเสียบ้าง
ไม่ขาดทุนดอกท่านชาย-หญิง
เพราะเราขาดทุนเสียเปรียบในสิ่งอื่น
ๆ
กันมาหลายชาติแล้ว
ก็ยังทำกันได้ ก็ยังทำกันอยู่ได้ก็ยังนึกคิดกันอยู่ได้ เพราะเหตุอะไรให้นึกคิดพิจารณากันบ้าง ในธาตุ-สังขาร-กาย-เวทนาของสัตว์มนุษย์ชาย-หญิง
เราท่านนี้เปรียบได้เหมือนกับเรือจ้าง
หมู่เราท่านเป็นแต่เพียงอาศัยข้ามฟาก
เพื่อให้ปราศจากภัยอันตรายเท่านั้น
นักบวชทั้งหลายให้พิจารณาอยู่เนือง
ๆ แม่น้ำสมุทัยนี้กว้างใหญ่ไพศาลมีสัตว์อสรพิษนานาชนิด
ที่คอยฉกกัดแทะกินเนื้อหนังโลหิตของหมู่เราท่านอยู่ตลอดเวลา
ทำให้เวทนาอยู่ทุกวันคืน
ผู้ไม่รู้ติดอยู่-หลงอยู่-วนเวียนอยู่ในความติดนั่นเอง
ความติดนี้มี
7 อย่างคือ
ติดทางตา
ติดทางหู
ติดทางจมูก
ติดทางปากกับลิ้น
ติดทางใจ
ติดกระทั่งลมหายใจเข้า-ออกโดยไม่รู้เหตุและผล ว่าตัวติดอะไรกันบ้างแม้แต่จะเป็นนักบวชหรือผู้ปฏิบัติมานาน
ๆ แล้วก็ตาม
ก็เป็นแต่เพียงผู้ฉลาดเท่านั้น
จะหามีเป็นผู้มีสติปัญญาก็หาได้ไม่
แล้วจะไปทางพระนิพพานนั้นได้อย่างไร
เพราะตนติดอยู่ในทางที่กล่าวมาทั้ง
7 ประการนั้นเอง
ไปถือว่าเรามีตามีหูมีจมูกมีลิ้นกับปากมีกายมีลมหายใจเข้า-ออกอยู่จะทำอย่างไรก็ได้
ผู้ฉลาดก็รู้แต่เพียงเท่านี้
ผู้ฉลาดหรือความฉลาดนี้ย่อมเอาเปรียบตนและผู้อื่นอยู่เสมอ
ๆ
ไปเท่านั้นเองเพราะตนหาปัญญามิได้
จะหาสิ่งใดเป็นสรณะที่พึ่งที่อาศัยของตนก็ไม่มี คอยไปอาศัยผู้อื่นเขาอยู่เสมอๆ
ไปโดยไม่เที่ยงโดยเป็นสิ่งประกอบทุกข์อยู่เสมอ
ๆ ไป
เพราะความโง่เขลาของตนนั้น
เรือที่จะข้ามฟากมหาสมุทัยนั้น
ก็คือสังขารร่างกายของท่านนั่นเอง
จะจมอยู่ในท้องมหาสมุทัย
ก็เพราะสังขารร่างกายของตนและผู้อื่นนั้นเอง
ท่านไปนึกคิดว่าเป็นที่พึ่งที่อาศัยของท่านอยู่
โดยไม่รู้สมุทัยเป็นเหตุแห่งทุกข์
ก็เลยติดทุกข์อยู่เพราะความไม่รู้นั้นเอง
ฯ
|
|
-
ขอให้ผู้ปฏิบัติชาย-หญิง
ให้รู้ทุกข์อย่างแท้จริงก็แล้วกัน
ทุกข์อันอื่นๆ
ที่นอกกายของตนนั้น
เป็นทุกข์ไม่จริงเป็นทุกข์ด้วยอารมณ์ลม
ๆ
แล้ง ๆ
เท่านั้น
เป็นทุกข์ไม่จริงเป็นทุกข์แบบคนโง่
ๆ
เป็นผู้หาสติปัญญามิได้เท่านั้น
ทุกข์อย่างแท้จริงนั้นคือ
ความเกิดเป็นทุกข์
ความแก่เป็นทุกข์
ความเจ็บเป็นทุกข์
ความตายเป็นทุกข์
ทุกข์เหล่านี้แหละท่านเรียกว่าเป็นทุกอย่างแท้จริง
ถ้าเกิดมาแล้วย่อมเป็นทุกอย่างแท้จริง
จะหาทางที่จะหลีกพ้นจากทุกข์เหล่านี้ย่อมไม่มีแต่อย่างใดนะท่าน
ท่านทั้งหลายจงมาหาทางที่จะไม่มาเกิดกันอีกเถิด
ความเวียนว่ายเกิดตายนั้นได้แก่ความนึกคิดติดอยู่ในอารมณ์นั้น
ๆ
ตามแต่จริตของท่านเหล่านั้น
โดยไม่รู้ความเกิดแห่งทุกข์แต่อย่างใด
เพราะความเขลานั้นเอง
เมื่อเราเกิดมาแล้วให้รู้จักทุกข์กันบ้าง
ให้ละออกจากทุกข์
ให้เว้นออกจากทุกข์
ให้ปราศจากออกจากทุกข์กันไปเสียบ้าง
ทางพระพุทธเจ้ายังมีอยู่นะท่าน
ไปได้ทุกตัวตนไม่ว่าท่านชาย-หญิง
เป็นทางไม่กลับมาเกิดอีกต่อไปนะท่าน
ความเกิดนั้นได้แก่ความนึกคิดที่ตนติดอยู่นั้นเอง
บางท่านบวชแล้วเป็นภิกษุก็ดีเป็นชีก็ดี
อยู่ในผ้ากาสาวพัตร์ต่อไปไม่ได้ตลอดชีวิตสังขารของตน
ก็เพราะกาม
ที่ทำให้เกิดความโกรธเคืองคับแค้นใจของตนเสีย ก็เลยกลายเป็นผู้โง่เขลาเสียเลยไม่มีทางออก
เลยไปนึกว่าวาสนาชะตากรรมตนมาถึงแล้วอยู่ไปอีกมิได้
ความนึกคิดเช่นนี้
เป็นความนึกคิดของผู้บ้ากามตัณหาสามโลกธรรมแปดประการ
เกิดความโง่เขลาของตนเองนะท่านชาย-หญิง
ขอให้ท่านนึกคิดเอาศรัทธาบารมี
ความรู้ของตนที่มีอยู่มาทำให้สมบูรณ์เถิด
อาตมาภาพอนุโมทนาด้วย
ให้อยู่ต่อ
ๆ
ไปจนชีวิตสังขารธาตุถึงขั้นแตกดับเถิด
จิตใจวิญญาณของท่านเป็นสิ่งไม่ตายนั้น
จะได้เข้าสู่ความสุขความเจริญถึงซึ่งพระนิพพาน เราจะพ้นจากสิ่งกันดารเกิด-แก่-เจ็บ-ตายจะไม่มีแก่ท่านต่อไป
ผู้จะพ้นได้ก็เพราะขันติ
ความอดทนต่อสู้ผจญมารนะท่านชาย-หญิง
เราไม่พูดเราไม่นึกคิด
ตาเห็นเราก็รู้ หูได้ยินเราก็รู้
อะไร ๆ
เราก็รู้ให้วางเฉยเสีย
ให้น้อมเอาจิตของตนเอาสิ่งไม่มีนั้นเป็นสุขอย่างยิ่ง
ให้เอาพระพุทธ
พระธรรม พระอริยสงฆ์
ว่าเป็นที่พึ่งที่อาศัยของจิตใจของเราให้ถึงพร้อม
ให้ยึดเอาพระนิพพานเป็นอารมณ์ที่เรานึกคิดสุดจบแล้วนั้นเอง
ฯ
|
|